จดทะเบียนซื้อขายที่ดินแต่มาทำสัญญาซื้อคืน ผลเป็นอย่างไร |
|---|
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๖๗๐/๒๕๒๘ ทำสัญญาขายที่ดินจดทะเบียนไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว โจทก์จำเลยทำสัญญากันอีกฉบับหนึ่งว่าโจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินคืนได้ภายใน ๑๐ ปี ดังนี้สัญญาที่ทำต่อกันไม่ใช่สัญญาขายฝากหรือนิติกรรมอำพราง แต่ข้อกำหนดที่ให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจากจำเลยได้ภายใน ๑๐ ปี เป็นคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง จึงมีผลผูกพันคู่กรณีใช้บังคับกันได้ไม่ใช่สัญญาขายฝาก ___________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงขายฝากที่ดินแก่จำเลย แต่จดทะเบียนเป็นซื้อขายเสร็จเด็ดขาด จำเลยจึงทำสัญญาระบุให้โจทก์ซื้อที่ดินคืนได้ภายใน 10 ปีโจทก์ขอซื้อคืนแล้วจำเลยปฏิเสธ ขอบังคับให้จำเลยขายที่ดินคืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ขายที่ดินเสร็จเด็ดขาดให้จำเลยแล้ว แต่โจทก์ได้ขอให้จำเลยทำสัญญาอีกฉบับหนึ่งเป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อนำไปหลอกมารดาของโจทก์ว่ายังมีสิทธิซื้อคืนได้ สัญญานี้จึงไม่มีผลบังคับ ต้องบังคับตามสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.1 มีรายละเอียดข้อตกลงไว้ครบถ้วนมีทั้งกำหนดเวลาที่ให้โจทก์ที่ 2 ซื้อคืน ราคาที่จะซื้อคืน เท้าความถึงสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นก่อนคือเอกสารหมาย ล.1 ไว้ด้วย บรรทัดบนของสัญญาใช้หัวข้อว่า"สัญญาประนีประนอม" สัญญาเอกสารหมาย จ.1 จึงไม่ใช่นิติกรรมอำพรางและข้อกำหนดที่ให้โจทก์ที่ 2 มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจากจำเลยได้ภายใน 10 ปีจึงมีผลสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราา 456 วรรคสอง จึงมีผลผูกพันคู่กรณีใช้บังคับกันได้ไม่ใช่สัญญาขายฝากตามกฎหมาย พิพากษายืน
บทความที่น่าสนใจ -เมื่อครอบครองปรปักษ์ที่ดินแล้ว ต่อมาเกิดที่งอกใครเป็นเจ้าของที่งอกนั้น -ขายฝากที่ดินต่อมาผู้ขายได้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดิน แต่ไม่ได้ไถ่ภายในกำหนดบ้านเป็นของใคร -ไม่ได้เข้าร่วมในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม -ปลูกต้นไม้ในทางสาธารณะสามารถฟ้องให้รื้อถอนออกไปได้ |
|